Background

ยินดีต้อนรับสู่ชุมชนคนชอบถ่าย

ONE Shot by BPNK

  • image1
  • image2
  • image3
  • image4
  • image2
  • image1
  • image4
  • image3
    การกำหนดตำแหน่งของแสงก็อยู่ในทิศทางเดียวกับแสงธรรมชาติ คือทิศทางไฟหลัก กึ่งย้อนแสงซ้ายหรือขวาของผู้ถ่ายเช่นกัน แต่ไม่ควรย้อนแสงโดยตรงเพราะอาจทำให้เกิดการสะท้อนกลับในจานอาหารประเภทที่เป็นน้ำหรือชามซุป สะท้อนกลับเข้ากล้องเป็นสีขาวไม่เห็นรายละเอียดในชาม

การเพิ่มแสงในเงามืด  เราจะใช้ไฟเพิ่มอีกแต่ในทิศตรงกันข้าม กับไฟหลัก เพื่อลดความเข้มของเงามืดที่ทอดลงที่พื้นหรือ เพิ่มความสว่างของอาหารในเงามืดให้มีรายละเอียดมากขึ้น แต่ต้องระมัดระวังเรื่องน้ำหนักของแสงไม่ให้เท่ากับแสงหลัก เพราะภาพที่ได้จะแบนเช่นกัน อาจใช้แผ่นสะท้อนแสง เช่น โฟมขาว กระจกเงาแผ่นเล็กๆ เพื่อช่วยทำให้แสงในเงามืดสว่างขึ้นได้เช่นกัน
 การเลือกรูรับแสง  หรือการกำหนดความลึกระยะชัด Deep of Field ที่ผมนิยมใช้ก็อยู่ประมาณ f 5.6-f 8  สำหรับกล้องเล็กDSLR  หรือ f11.5 -16  สำหรับกล้อง Medium Format  เพราะถ้าใช้หน้ากล้องแคบมากๆ ทำให้มีความลึกระยะชัดมากขึ้นจริงแต่คุณภาพของความคมชัดจะด้อยลงและอาจทำให้เกิดความรู้สึกแข็งกระด้าง  

   เราควรมีวัตถุดิบ ที่เป็นของสดสำหรับใช้โรยหน้าอาหารอยู่ใกล้ๆ เช่น ใบผักชี ใบสะระแหน่ แช่น้ำเย็นใส่ถ้วยเอาไว้ใกล้ๆ เพราะผักเหล่านี้ค่อนข้างจะเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว ต้องเปลี่ยนใหม่อยู่เสมอ
 และควรมีถ้วยน้ำมันพืชและพู่กันใช้สำหรับทาบนอาหารให้ดูเงางามและอาจช่วยให้สีสดขึ้น (ไม่ควรทาน้ำมันลงบนอาหารประเภททอดมากนัก เพราะดูแล้วจะไม่น่ารับประทาน ดูเสียสุขภาพ)


   ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานการถ่ายภาพอาหารในแบบของผม ซึ่งไม่ได้เป็นการให้คำแนะนำ หรือสอนสั่งแต่อย่างใด เป็นเพียงความคิดเห็น ผมพูดเสมอว่าสำหรับผมถ่ายภาพเพื่อหาเลี้ยงชีพไม่ได้เก่งและยินดีรับความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดกันเสมอครับ ที่สำคัญต้องพยายามสรรหาภาพที่ท่านชอบจากนิตยสารต่างๆ
หรือจากอินเตอร์เน็ตแล้วพิจารณาภาพนั้นๆ ในเรื่องของการกำหนดทิศทางแสง การใช้สีประกอบกันเป็นองค์ประกอบ เพื่อเป็นแนวทางที่ใช้ในการฝึกฝนจนชำนาญ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อยู่บ้างไม่มากก็น้อยขอบคุณครับ  


โดยส่วนตัวแล้วการใช้แสงธรรมชาติ Ambient Light หรือแสงหน้าต่าง Window Light เป็นแสงที่ถ่ายภาพอาหารได้สวยงามและง่ายที่สุด แต่ต้องเข้าใจเรื่องทิศทางของแสงให้ดี
 การใช้แสงธรรมชาติ เลือกทิศทางที่กึ่งย้อนแสงเล็กน้อยอาจให้ตำแหน่งของแสงอยู่เฉียงทางซ้ายหรือทางขวาประมาณ 45-60  องศาของผู้ถ่าย แล้ววัดแสงในส่วนที่อยู่ในเงา Shadow ให้พอดี ไม่ต้องห่วงว่าส่วนที่ถูกแสงจะโอเวอร์ ให้ห่วงสาระสำคัญของภาพ
ถ้าส่วนสำคัญของภาพโอเวอร์ให้หรี่รูรับแสงลงหรือเพิ่มความเร็วหน้ากล้อง ส่วนที่โอเวอร์ก็จะลดลง แต่ในเงามืดก็จะมืดลงเช่นกันให้แก้ไขโดยใช้แผ่นสะท้อนแสงสีขาว สีเงิน หรือแผ่นกระจกเล็กๆ ส่วนมากผมจะใช้กระจกแผ่นเล็กๆ สะท้อนแสงเพิ่มความสว่างตามจุดต่างๆ ของภาพ อาจใช้แผ่นเดียวหรือหลายแผ่น

 ข้อควรระวัง ไม่ควรวัดแสงของ Highlight และให้แสงในShadow เท่ากัน เพราะทิศทางของแสงจะหมดความหมายไป ภาพที่ได้มันจะแบนไม่สวยงาม
 การใช้แสงไฟแฟลชในสตูดิโอเหมาะสมกับงานถ่ายภาพเมนูอาหารหรือภาพโฆษณา เพราะต้องใช้เวลามากในการถ่ายภาพ และถ้าใช้แสงธรรมชาติจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและแต่ละช่วงเวลาแสงจะไม่เหมือนกันจึงต้องใช้ไฟแฟลชช่วย แต่การจดแสงด้วยไฟแฟลชนั้น จะต้องมีทักษะความรู้ในการใช้งานไฟแฟลชในสตูดิโอพอสมควร




     การจัดวางอาหารลงภาชนะในการถ่ายภาพ เราไม่เทอาหารลงในจานหรือชามในทีเดียว ควรนำจานหรือภาชนะที่ต้องการใช้ในการถ่ายภาพวางในฉาก scene นั้น เพื่อทำการประกอบภาพตั้งกล้อง หรือ ประกอบมุมกล้อง จัดวาง composition วาง props ให้เรียบร้อยรวมถึงการจัดแสง หรือกำหนดทิศทางแสง (ในกรณีที่ใช้แสงธรรมชาติ) ให้เรียบร้อยพร้อมถ่ายภาพก่อน  เพราะถ้าทำอาหารมาวางเลยจะต้องเสียเวลาในการจัดมุมกล้อง วางprops จัดแสง อาหารก็จะไม่สดใหม่ ใบผักที่ใช้โรยหน้าอาจเหี่ยวเฉา ดูไม่น่ารับประทาน
       การจัดวางอาหารมีหลายรูปแบบ ถ้าผู้จัดไม่ได้เป็น chef ทำอาหารที่ผ่านหลักสูตรการทำอาหารจากสถาบันต่างๆ มาก่อน ก็ต้องทำการเรียนรู้วิธีการต่างๆ เพื่อจัดวางอาหารให้ดูสวยงามเสียก่อน การจัดวางอาหารลงบนภาชนะไม่ว่าจะเป็นจาน ชามหรือภาชนะใดๆ ก็ตามไม่จำเป็นว่าจะต้องรับประทานได้เสมอไป





http://travel.sanook.com/767346/10-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3/
   
 องค์ประกอบของอาหารในจานหรือการจัดจานในการถ่ายภาพ หรือที่เรียกว่า Stylish ผู้จัด food  stylist จะต้องจัดอาหารให้ดูน่ารับประทานและสวยงาม ภาพถ่ายอาหารที่สวย งามนั้นไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว
 แต่จะต้องดูที่การจัดองค์ประกอบ และรูปแบบในการจัดวางอาหารลงบนจานของอาหารแต่ละประเภท และควรมีความรู้ความเข้าใจในการทำอาหารชนิดนั้นๆ อยู่บ้างพอสังเขป และองค์ประกอบต่างๆ อันได้แก่ 
       สีของอาหารชนิดนั้นๆ และการเลือกใช้สีของภาชนะให้เหมาะสม ถ้าเลือกไม่ถูก หรือที่ง่ายที่สุด คือการใช้ภาชนะสีขาว สีอ่อน ๆ 
        การเลือกสีพื้น background ให้เหมาะสม ไม่ควรเลือกสีที่ดูหม่นหมองมอมแมม โดยพื้นฐานที่ง่ายที่สุด ควรเลือกสีพื้นอ่อนสว่าง เช่น สีขาว สีฟ้า สีเขียวอ่อน สีชมพู สีส้มอ่อน เป็นต้น



ขนมหวานๆ มาแล้วจ้า....


         ได้โอกาสไปถ่ายรูปขนมมาเลยเอามาให้ชมกันครับ  งานนี้ทั้งผมและ ผบ. ช่วยกันดูช่วยกันถ่าย หวานมันฉันคือเธอมากๆ ถ่ายไปกินไป เล่นเอาน้ำตาลในเลือดขึ้นกันเลยทีเดียว 555

          การถ่ายภาพอาหารนั้นเป็นการถ่ายภาพที่ผมสนใจมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ถ่าย  เนื่องจากการถ่ายภาพสไตล์นี้ส่วนตัวผมว่าต้องพึ่งความสามารถของ Food style list พอสมควร (เหมือนช่างแต่งหน้าทำผมนั่นแหล่ะเพียงแต่มาตกแต่งอาหารให้น่าทานแทนเท่านั้นเอง) จึงจะถ่ายอาหารให้ดูน่าทานได้ พอดีเพื่อนบ้านมาบอกให้ไปช่วยถ่ายขนมให้เพื่อนเค้าหน่อยพอดีเค้าทำขนมขายแล้วอยากได้ภาพถ่าย เลยรีบรับปากไปถ่ายให้  โดยคิดค่าตัวเป็นขนมหวานๆทั้งหลายนี่แหละ (ลาภปากจริงๆ 5555)
       
       คราวนี้พอได้โอกาสถ่ายภาพขนมไทยโดยมีเจ้าของสินค้าและเพื่อนบ้านที่พามาเป็น Food style list ให้ด้วย (ฝีมือดีซะด้วยขอบอก) 

            งานนี้ถ่ายไปกินไป แบบเฮฮาเป็นกันเอง ^^ ซึ่งจริงๆ แล้วอาหารที่นำมาถ่าย(โดยเฉพาะในภาพโฆษณาทั้งหลาย) ส่วนใหญ่แล้วมักกินไม่ได้ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการทำมานั้นเพื่อการถ่ายทำเท่านั้น 

            โดยทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ออกมาดูสวยงามน่าทาน เช่น ไอศครีมอาจใช้มันบดผสมสีแทนไอศครีมของจริงที่สามารถละลายได้อย่างรวดเร็วเมื่อไม่ได้อยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา หรือการถ่ายขนมปังถ้าอยากให้ดูเหมือนเพิ่งออกจากเตานั้นเรามักใช้น้ำมันพืช หรืออาจใช้แลคเกอร์กระป๋องพ่นลงไปเพื่อให้ผิวมัน ดูเหมือนเพิ่งออกจากเตานั่นเอง 

         แต่คราวนี้ เจ้าของสินค้านั้นเอาของจริงมาถ่าย (ทำทองหยอดปลอมมันคงยากกว่่าของจริงนะ ว่ามั๊ย..) ก็ เลยถ่ายไปกินไป หวานปากจริงๆ


           ประสบการณ์วันนั้นก็เลยอยากเอามาถ่ายทอดให้ฟังกันเอาเป็นว่าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก็แล้วกันหรือใครมีอะไรเสริมก็รบกวนด้วยครับเพราะการเขียนครั้งนี้เป็นการเขียนด้วยทัศนคติส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้มีทฤษฎีอะไรมารองรับมากมาย ^^

  

      ถ้าเพื่อน ๆ ได้เห็นภาพในข่าวน้องหมาเช้านี้ รับรองว่า เพื่อน ๆ ต้องมีรอยยิ้มแน่ ๆ เลยค่ะ เพราะว่าข่าวน้องหมาเช้านี้มีเทรนด์การถ่ายรูปที่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศมาก ๆ เลยล่ะคะ จะเป็นเทรนด์แบบไหน เราไปติดตามดูกันเลยค่ะ ...



 กำลังเป็นเทรนด์ที่ฮิตสุด ๆ ในโลกออนไลน์สำหรับการถ่ายภาพสุนัขในมุมกล้องตีลังกาในช่วงเวลาที่สุนัขกำลังนอนอยู่ โดยมุมภาพสุนัขที่ถูกถ่ายออกมาจะเหมือนกับว่า สุนัขกำลังยิ้มหน้าแป้นแล้นอยู่ ซึ่งภาพถ่ายสุนัขนี้สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากผู้พบเห็นภาพได้เป็นอย่างดี  ...

     เจ้าของสุนัขหลายร้อยคนต่างถ่ายภาพของสุนัขตัวเองแล้วอัพขึ้นบนเว็บไซด์ upsidedowndogs.com เพื่อแบ่งปันภาพสุดฮาสุนัขแสนรักของตัวเองให้คนรักสุนัขคนอื่น ๆ ได้เห็น ซึ่งในเว็บไซด์ดังกล่าวมีภาพของสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ที่ต่างก็มีใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่ว่าจะเป็นสุนัขสายพันธุ์ปั๊ก โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ เฟร็นช์ บูลด็อก ดัชชุน เยอรมันเชิฟเฟิร์ด ฯลฯ
 


             สำหรับภาพถ่ายของสุนัขพันธุ์หน้าย่นอย่าง อิงลิช บูลด็อก ชาเป่ย ภาพที่ถูกถ่ายออกมาจะดูตลกกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ เพราะใบหน้าของสุนัขพันธุ์หน้าย่นเหล่านี้ นอกกจากจะมองว่าเป็นการยิ้มที่น่ารักแล้ว ยังสามารถมองดูเหมือนสุนัขกำลังขู่อย่างน่ากลัวได้อีกด้วย แต่ถึงอย่างไรภาพถ่ายของสุนัขเหล่านี้ก็ยังเรียกรอยยิ้มและสร้างความตลกขบขันจากคนรักสุนัขได้เช่นกัน 

           นอกจากเทรนการถ่ายรูปกลับหัวนี้จะแพร่หลายในหมูคนรักสุนัขแล้ว ยังได้รับความนิยมจากคนรักแมว และสัตว์อื่น ๆ อีกด้วย



http://www.dogilike.com/content/dailydog/2505/
 
       เพื่อนๆ คงจะเคยเห็นภาพถ่ายสายน้ำ หรือน้ำตก ที่ดูนุ่มนวลตาม นิตยสารการท่องเที่ยวต่างๆ หรือแม้กระทั่งตามเว็บไซต์ ต่างๆ เชื่อว่าหลายคงสงสัยว่าช่างภาพเขามีเทคนิคอย่างไรในการถ่ายให้ได้ภาพภ่ายอย่างนั้น ซึ่งจริงแล้วการถ่ายภาพสายน้ำ หรือน้ำตกให้ดูนุ่มนวลนั้นไม่ยากเลยขอเพียงมีขาต้องกล้องสักตัวก็สามารถถ่ายได้แล้ว เคล็ดลับ ซึ่ง ไม่ลับก็มีอยู่ว่า ให้เราใช้ขาตั้งกล้อง และ สายลั่นชัตเตอร์ ช่วยเพื่อป้องกันการสั่นและไม่ให้ภาพดูเบลอเกินไป โดยให้ใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ เพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหวเท่านั้นเอง และนอกจากนี้แล้วก็ต้องดูเวลาด้วย ควรถ่ายภาพลักษณะนี้ในตอนเช้าตรู่หรือตอนเย็นๆ ที่ไม่มีแสงแรงมากนัก เพราะว่าการที่เราใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำๆ จำทำให้แสงเข้ากล้องได้มากจนเป็นผลทำให้ภาพสว่างมากหรือโอเวอร์มากเกินไป

Tips : เทคนิคการปรับกล้อง ให้ใช้ค่า ISO ระหว่าง 100-400 และ ลองปรับสปีดชัตเตอร์ต่ำๆ โดยอาจเริ่มต้นที่ 1/2 วินาที หรือตำกว่านั้นก็ได้ แล้วลองสังเกตุดูว่าได้ภาพสายน้ำที่ดูนุ่มนวลจนพอใจหรอยัง
ยังไงแล้วก็ลองฝึกดูนะคะ สำหรับบทความนี้ก็จบเพียงเท่านี้ ใชคดีคะ
http://camerastips.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3.html