Background

ยินดีต้อนรับสู่ชุมชนคนชอบถ่าย

ONE Shot by BPNK

  • image1
  • image2
  • image3
  • image4
  • image2
  • image1
  • image4
  • image3


        เทคนิคการถ่ายรูปอย่างง่าย

สวัสดีค่ะ วันนี้ทางทีมงานหาบทความเพื่อเป็นการแนะนำสำหรับการถ่ายรูปเบิ้องต้นอย่างง่ายๆมาฝากกันะคะเพื่อใครจะนำมาปรับใช้กับการถ่ายรูปสินค้าเพื่อลงเว็บไซต์ ลองไปดูกันนะค่ะ
1. ทำกล้องให้มั่นคงไม่สั่นไหว
ปัญหาหาการถ่ายภาพออกมาแล้วไม่ชัดถือว่าเป็นปัญหาหลัก แต่มีเทคนิคง่ายๆที่ สามารถทำได้ถ่ายภาพได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าภาพที่ออกมาจะไม่มีสั่นไหว สิ่งที่ดีที่จะช่วยไม่ให้ภาพสั่นไหวคือ การใช้ขาตั้งกล้องในการถ่ายภาพ แต่ถ้า คุณไม่มีขาตั้งกล้อง หรือไปใน สถานที่ไม่สามารถนำขาตั้งกล้องไปได้ ก็ให้หา สถานที่หรือสิ่งของที่สามารถวางกล้องได้ เช่น บนโต๊ะ, ฝากระโปรงรถ, หรืออะไรก็ ตามที่สามารถวางกล้องได้ แต่ถ้ายังไม่มีอยากให้ทำตามวิธีง่าย 4
1.ถือกล้องด้วย 2 มือ
2.ให้ข้อศอกอยู่ในระดับหน้าอก และให้แขนแนบชิดกับลำตัว
3.อย่าเกรงปล่อบตัวตามสบาย
4.หายใจลึกๆ และให้กลั้นหายในระหว่างที่กำลังจะกดซัตเตอร์ เพื่อไม่ให้มือสั่นในระหว่างการกดซัตเตอร์


2. การถ่ายภาพแนวนอนกับแนวตั้ง
ในการถ่ายภาพนั้นอยากให้ลองถ่ายรูปในแบบแนวนอน ปกติ และ แบบแนวตั้งดูบ้าง ในบางสถานการณ์การ ถ่ายภาพแบบแนวตั้งและแนวนอนจะให้อารมณ์ของ ภาพที่ออกมานั้นต่างกันไปด้วย เช่น ในการถ่ายภาพตึก หรือต้นไม้ หรือวัตถุที่มีความสูง เมื่อถ่ายภาพในแนวตั้ง จะแสดงออกถึงความสูงได้อย่างเด่นชัด และถ้า ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงความกว้าง ก็ให้ถ่ายในลักษณะ แนวนอน ซึ่งจะเหมาะสมกับการถ่ายภาพวิว





3. การวางเส้นขอบฟ้าในการถ่ายวิว
เทคนิคในการถ่ายภาพวิวให้สวยนั้นควร คำนึงถึงการจัดองค์ประกอบของภาพด้วย โดยเฉพาะ เส้นขอบฟ้า โดยเฉพาะเมื่อคุณ ต้องการที่จะเน้นท้องฟ้าที่สวยงาม โดยที่ให้ คุณจัดองค์ประกอบภาพโดยให้ ท้องฟ้าอยู่ ต่ำลงมา แต่ถ้าต้องการ เน้นวัตถุ หรือ วิว ที่อยู่ข้างหน้าก็ให้เน้นที่วัตถุโดยให้ เส้นขอบ ฟ้าอยู่ในระดับสูงในภาพ




4. Rule of Third
นอกเหนือจากการวางองค์ประกอบของภาพให้อยู่ตรงกลางของภาพแล้ว อยากให้ ลองวิธีการวางองค์ประกอบของภาพแบบใหม่ๆดูกัน ด้วยวิธีการง่ายๆ ขั้นแรกให้แบ่ง หน้าจอ LCD บนตัวกล้องของคุณออกเป็น 9 ส่วน เหมือนในภาพ ทีนี้ลองวางสิ่งที่ ต้องการเน้นในภาพ เช่น ภาพคนให้อยู่จุดที่เส้นแนวตั้งและแนวนอนตัดกัน โดยวิธีนี้ จะทำให้มีความสมดุลและเป็นธรรมชาติมากกว่าให้คนอยู่ตรงกลางของภาพ ยิ่งไป กว่านั้นถ้าให้ดวงตาของคนในภาพอยู่ระหว่างจุดตัด จะทำให้ภาพดูนุ่มนวลกว่าอยู่ ตรงกลาง หรือถ้าคุณต้องการถ่ายภาพวิวโดยจะเน้นส่วนไหนก็ให้ส่วนนั้นที่ต้องการ จะเน้น มีสัดส่วน 2 ต่อ 3 ในภาพ

5. ช่วงเวลาในการถ่ายภาพ
ช่วงเวลาในการถ่ายภาพนั้นก็มีส่วนสำคัญในการถ่ายภาพ เหมือนกันโดยช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการถ่ายภาพที่แจ้งก็ คือ ตอนเช้าโดยที่แสงอาทิตย์ในยามเช้านั้นจะให้อารมณ์ ของ ความเป็นธรรมชาติหรือถ้าจะถ่ายดวงอาทิตย์ ช่วง ตอนเย็นๆ ก่อนพระอาทิตย์จะตกเต็มที่ก็จะให้แสงที่ สวยงาม แต่อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่ควรจะเลี่ยงในการ ถ่ายภาพก็คือ ช่วงกลางวัน หรือตอนบ่ายโมงถึง บ่าย สองโมง เนื่องจากแสงอาทิตย์ช่วงเวลานี้จะให้แสงจ้าไม่ เป็นธรรมชาติ


6. ถ่ายภาพให้ใกล้ขึ้น
การถ่ายให้ใกล้กับวัตถุมากขึ้นนั้นก็สามารถเปลื่ยนอารมณ์ และสื่อให้เห็นความสวยงามของภาพได้มากยิ่งขึ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถ่ายภาพ ดอกไม้ที่สวยงาม หรือ แจกันคริสตัล โดยการถ่ายภาพระยะใกล้นั้นสามารถทำได้ อย่างง่ายโดยใช้โหมดถ่ายภาพMarco ซึ่งมีอยู่ในกล้อง Cyber-shot ทุกรุ่น
 


7. การถ่ายภาพแบบมีเงาหรือมีเงาสะท้อน
นอกเหนือจากการถ่ายรูปวิว หรือ รูปบุคคลแบบปกติแล้ว การเล่นกับเงาของวัตถุ หรือการสะท้อนของเงากับ กระจก, ผิวน้ำ สิ่งที่สะท้อนเงาได้ ก็ถือเป็นแสดงอารมณ์ของภาพอีกรูปแบบหนึ่ง นอกเหนือจากการถ่ายรูปแบบปกติ
 
  
  
 
  
  


8. นำสิ่งที่ต้องการเน้นออกจากตรงกลางของภาพ
การวางภาพไว้ตรงกลางนั้นก็ถือว่าเป็นภาพที่สวยแล้ว แต่ถ้าลองเปลื่ยนตำแหน่งให้มาอยู่ทางด้านซ้ายหรือทางด้านขวานั้น ก็จะทำให้ภาพหรือสิ่งที่ต้องการเน้นดูมีสีสันแล้วมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น โดยสามารถใช้หลักการ Rule of Third ที่ได้นำเสนอในเบื้องต้นมาประยุกต์ประกอบกันได้


9. คุณรู้จักระยะแฟลชของกล้องคุณหรือเปล่า?
สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อผิดพลาดในการถ่ายภาพด้วยแฟลชนั้นคือ ถ่ายภาพที่อยู่ระยะเกินกว่าระยะของแฟลช ทำไมถึงถือเป็นข้อผิดพลาดก็เพราะว่า ภาพที่ถ่ายอยู่เกินระยะแฟลชนั้นจะทำให้ภาพ, ฉากหลัง หรือวัตถุ นั้นมืดไม่สวยงาม ดังนั้นควรจะรู้ว่าระยะแฟลชของกล้องนั้นมีระยะเท่าไร แต่ถ้าไม่รู้ก็ให้ลองเล่นกับแฟลชดู แต่โดยปกติแล้วระยะของแฟลชจะอยู่ที่ 1-3 เมตร ดังนั้นควรให้อยู่ระยะที่ปลอดภัยที่สุดคือ ไม่เกิน 1 เมตร
  
  

10. เทคนิคการใช้แฟลช
บางคนอาจจะคิดว่าแฟลชนั้นใช้เฉพาะถ่ายภาพตอนกลางคืน แต่จริงๆแล้ว แฟลชนั้นก็สามารถใช้ในสถานการณ์ที่มีแสงสว่างพอแต่ในหน้าบุคคลในภาพมี ความมืดมาก ก็สามารถใช้แฟลชช่วยในการทำให้ใบหน้ามีความสว่างยิ่งขึ้น อันนี้สามารถใช้ในกรณีถ่ายภาพย้อนแสงได้ด้วย





เทคนิคการถ่ายภาพบุคคล Portrait








เทคนิคการถ่ายภาพบุคคล Portrait (FOTOINFO)

          ไม่ว่าเราจะถ่ายภาพบุคคลที่เป็นดาราผู้โด่งดังคับฟ้า เป็นเศรษฐีพันล้าน หรือเป็นตาสียายสายากจนไร้คนรู้จัก มันก็ต้องใช้พื้นฐานหรือความรู้ทางการถ่ายภาพในแบบเดียวกัน ซึ่งเรื่องพื้นฐานที่สุดที่ต้องยกมากล่าวถึงเป็นลำดับแรกก็คือเรื่องของ แสง ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น 2 ส่วน คือ ลักษณะของแสง และทิศทางแสง

ลักษณะของแสงในการถ่ายภาพพอร์เทรต 

          มีหลัก ๆ อยู่ 2 แบบคือ แสงนุ่ม และแสงแข็ง

          1. แสงนุ่ม คือ แสงในวันที่ฟ้าหลัว มีเมฆมาก หรือแสงจากภายในอาคาร หากเป็นแสงจากแฟลช ก็ต้องยิงผ่านซอฟท์บ๊อกซ์ ผ่านร่มสะท้อน ร่มทะลุ หรือเครื่องกรองแสงประเภทต่าง ๆ เป็นแสงที่ให้ความสว่างกับวัตถุ แต่จะไม่มีเงาเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นน้อยมาก

           คุณสมบัติของแสงนุ่ม คือ ให้คอนทราสต่ำ ให้รายละเอียดของวัตถุได้สูง ให้ภาพที่ดูนุ่มนวลตากว่า แต่ก็เป็นแสงประเภทที่ทำให้วัตถุดูแบน ๆ ขาดมิติ

          2. แสงแข็ง คือแสงจากแหล่งกำเนิดแสงตรง ๆ แรง ๆ เช่น วันที่ฟ้าไร้เมฆ ดวงอาทิตย์ลอยเด่นทั้งวัน หรือแสงจากแฟลชที่ยิงเข้าวัตถุตรง ๆ โดยไม่ผ่านเครื่องกรองแสงใด ๆ หรือแม้กระทั่งไฟจากสปอตไลท์ที่ฉายเข้าวัตถุจากในระยะใกล้ก็ถือเป็นแสงแข็งได้เช่นกัน

           คุณสมบัติของแสงแข็ง ก็คือ ให้คอนทราสจัด ให้สีสันที่สดใสจัดจ้าน ให้ภาพที่ดูคมและแข็ง แต่ก็อาจทำให้วัตถุขาดรายละเอียดในบางส่วน เช่น ส่วนที่มีสีขาวจัด ๆ ส่วนที่สะท้อนแสงได้ดี และส่วนที่อยู่ในเงามืด และก็เป็นแสงประเภทที่ทำให้วัตถุดูมีมิติ มีความลึกได้ชัดเจนกว่าแสงนุ่ม

          อย่างไรก็ตาม แสงทั้งสองลักษณะนี้ไม่มีข้อเสีย แต่มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับภาพที่เราต้องการมากกว่าว่า ควรจะนำแสงในลักษณะใดไปใช้ให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องไปถ่ายภาพบุคคลที่แสดงเป็นนักรบ ไปถ่ายนักกีฬา หรือถ่ายแฟชั่นชุดว่ายน้ำ เหล่านี้ ก็น่าจะเหมาะกับการใช้แสงแข็ง ๆ เป็นหลักมากกว่าแสงนุ่ม

          ในทางตรงกันข้าม หากบุคคลที่คุณจะถ่ายคือคู่บ่าวสาว คือเด็กทารก หรืออะไรประมาณนี้ ยังไงเสียแสงที่จะใช้เป็นหลักก็ไม่พ้นต้องเป็นแสงนุ่มไว้ก่อน

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับทิศทางของแสง

           แสงหน้าตรง แสงในทิศทางนี้จะให้รายละเอียดของวัตถุได้ดีใน ขณะที่จะทำให้วัตถุดูค่อนข้างแบนราบ

           แสงเฉียงข้าง ตามมาตรฐานคือ 45 องศาจากทางด้านซ้ายหรือขวา แสงในทิศทางนี้ให้ภาพของวัตถุที่ดูมีความลึก มีมิติ มีรูปทรงที่ชัดเจน ในขณะที่วัตถุอาจขาดรายละเอียดในบางส่วน โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ในเงามืด

           แสงหลัง แสงในทิศทางนี้ให้รายละเอียดของวัตถุได้น้อย มิติความลึกก็ไม่มี แต่จะเป็นแสงที่ขับเน้นโครงร่างบริเวณขอบของวัตถุได้ชัดเจน

           แสงริมไลท์ (Rim Light) ซึ่งเป็นแสงที่ทำให้เกิดความสว่างบริเวณขอบของวัตถุ โดยเฉพาะในส่วนที่โปร่งแสง เช่น เส้นผม แต่เนื่องจากมันเป็นแสงที่เข้ามาจากด้านหลังของวัตถุ ดังนั้น จึงมักนิยมใช้ร่วมกับแสงอีกส่วนหนึ่งที่เสริมเข้าไปยังด้านหน้าของวัตถุ ซึ่งสามารถสร้างได้จากการใช้แผ่นสะท้อนแสง (Reflex) ประเภทต่าง ๆ หรือแสงจากแฟลช

          เรื่องทิศทางของแสงนี้ สามารถทดลองให้เห็นด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ ด้วยไฟฉายหนึ่งกระบอกกับการยืนในที่มืด ๆ เป็นต้นว่า ฉายลงมาจากด้านบนศีรษะโดยตรง ฉายเฉียงเข้ามาจากด้านข้าง 45 องศา หรือฉายจากด้านข้างแบบ 90 องศา แล้วก็ลองสังเกตุความแตกต่างที่เกิดขึ้นดู จะเห็นได้ว่า ด้วยทิศทางแสงที่แตกต่างกันจากไฟเพียงดวงเดียวนั้น สามารถทำให้บุคลิกลักษณะของคน ๆ เดียว เปลี่ยนแปลงและแปลกแตกต่างกันออกไปได้อย่างง่ายดาย

          ดังนั้น หากเรารู้จักเลือกใช้ลักษณะของแสงที่เหมาะสมประกอบไปกับทิศทางแสงที่ดี เราก็สามารถกำหนดหรือสร้างอารมณ์ของภาพขึ้นมาได้ (ส่วนอารมณ์ของแบบนั้น เดี๋ยวว่ากันอีกที)

          ในเรื่องลักษณะและทิศทางแสงนี้ มีแสงแบบหนึ่งที่นิยมใช้กันมากจนมีชื่อเรียกแสงแบบนี้โดยเฉพาะ ก็คือ แสงจากหน้าต่าง (Window Light) หรือก็คือ แสงนุ่ม ๆ ที่เฉียงเข้าด้านข้างหรือด้านหน้า (ขึ้นอยู่กับว่าจะให้แบบหันหน้าไปทางใด หรือเราอยากได้ภาพในลักษณะใด) แสงลักษณะนี้จะให้ภาพบุคคลที่นุ่มนวล ในขณะที่ภาพยังดูมีมิติด้วยคอนทราสที่เกิดขึ้นเล็กน้อย

          แม้แต่การจัดถ่ายด้วยไฟสตูดิโอก้ยังมีการจัดแสง เพื่อเลียนแบบแสงจากหน้าต่างที่ว่านี้เช่นกัน ซึ่งการจัดแสงด้วยไฟแฟลชหรือไฟต่อเนื่องนั้น ทำให้นักถ่ายภาพกำหนดความเข้มและทิศทางของแสงได้ง่ายขึ้นนั่นเอง เพราะก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้แสงนุ่มมาก ๆ เพียงอย่างเดียวเสมอไป



อารมณ์ของภาพ

          การถ่ายภาพบุคคลในบางลักษณะต้องยอมให้เรื่องของแสงเป็นความสำคัญในอันดับรองลงไป โดยยกเอาอารมณ์(Mood) ของบุคคลที่เราจะถ่ายขึ้นมาเป็นเรื่องเอกแทน เพราะอารมณ์ที่ว่านี้มันสร้างขึ้นมาได้ยากกว่าแสงเป็นไหน ๆ และเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว นักถ่ายภาพ ก็ต้องไวพอที่จะเก็บเสี้ยวเวลาเหล่านั้นให้ทัน ด้วยว่าอารมณ์มักเป็นสิ่งที่ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่สามารถเค้นหรือสร้างขึ้นมาใหม่ได้ง่าย ๆ  

          ภาพบุคคลที่ว่านี้ก็คือภาพบุคคลในแนวสตรีท แนวไลฟ์ ภาพข่าว หรือสารคดี ภาพถ่ายบุคคลในแนวทางเหล่านี้ มันต้องเล่าเรื่องได้ สร้างความสะเทือนอารมณ์แก่ผู้ชมภาพได้เป็นลำดับแรก ถ้าได้ความสวยงามของแสงเข้ามาช่วยได้อีกก็สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย 

          สำหรับการถ่ายภาพบุคคลในลักษณะนี้ ต้องมีการวางแผนการถ่ายล่วงหน้าให้ดี เลือกเลนส์ให้เหมาะสม ปรับกล้องให้อยู่ในแบบที่ยกขึ้นถ่ายภาพได้ทันที บางทีอาจต้องเข้าไปคุยสร้างความคุ้นเคยให้สนิทสนมกับตัวแบบเสียก่อน แต่บางทีอาจทำได้เพียงแค่เดินเฉียดผ่านแล้วกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว

          และเมื่อมันเป็นการถ่ายภาพบุคคล อารมณ์ที่จะเกิดขึ้นและเห็นได้ชัดมันก็ต้องเป็นจากสีหน้าและดวงตาของบุคคลผู้นั้นนั่นเอง อาจรวมเสื้อผ้าทรงผมเข้าไปด้วย หรือสิ่งอื่น ๆ ที่อยู่รายล้อมอีกก็ได้ถ้าใช้เลนส์มุมกว้างในการถ่ายภาพ แต่ดวงตาถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการถ่ายภาพบุคคล 

การจัดวางท่าทาง หรือการโพสท่า

          ผ่านมาถึงเรื่องการจัดวางท่าทางหรือการโพสท่ากันบ้าง เรื่องนี้สำคัญกับการถ่ายภาพบุคคลแบบสวยงาม เช่น วันรับปริญญา หรือภาพพรีเวดดิ้ง การถ่ายภาพบุคคบแนวแฟชั่น รวมทั้งการถ่ายภาพบุคคลอย่างเป็นทางการ เพราะภาพบุคคลในแนวนี้ส่วนใหญ่ต้องการความเนียบ ความสวยงามอย่างสมบูรณ์แบบเป็นหลัก

          แล้วถ้าเป็นภาพแฟชั่นล่ะ ? อันนี้ไม่มีอะไรตายตัวเลย ขึ้นอยู่กับธีมของการถ่ายภาพในเซ็ทนั้น ๆ เป็นหลักว่าต้องการให้ภาพออกมาในโทนใด อารมณ์ไหน ก็ใช้การจัดท่าทางของหน้าแบบกระตุ้นอารมณ์ได้อีกทางหนึ่งนอกเหนือไปจากการจัดแสง

          การจัดวางท่านั้น นอกจากจะทำให้แบบดูสวยสง่างามแล้ว บางครั้งยังเป็นการลบเลี่ยงจุดด้อยต่าง ๆ บนร่างกายได้อีกด้วย โดยเฉพาะส่วนเกินต่าง ๆ โดยขอให้แบบบิดนิดก้มหน่อย ก็ช่วยทำให้เขาเหล่านั้นดูดีขึ้นได้เยอะอย่างไม่น่าเชื่อจนแทบไม่ต้องมารีทัชเพิ่มเติมภายหลังด้วยซ้ำ (แต่กกับภาพบางลักษณะก็ต้องรีทัชกันเยอะ โดยเฉพาะแฟชั่นหรือภาพที่ใช้ในการโฆษณา)

การเลือกมุมถ่ายภาพ 

          อีกหนึ่งเรื่องสำคัญก็คือ การเลือกมุมที่นายแบบนางแบบหน้าตาดูดีที่สุด (ในกรณีถ่ายภาพแนวแฟชั่น ภาพรับปริญญา ภาพพรีเวดดิ้ง) หากเรามีแบบหน้าตาดีปัญหานี้จะไม่ค่อยเกิดให้กังวลใจ แต่ถ้าไม่ใช่ก็เหนื่อยหน่อย และถือเป็นหน้าที่โดยตรงของช่างภาพอันจะต้องค้นหาเหลี่ยมมุมที่ใบหน้าบุคคลผู้นั้นดูดีที่สุดออกมาให้ได้

          แต่ก็ใช่ว่าเมื่อหาเจอแล้วเราจะต้องถ่ายภาพมุมนั้นไปตลอด เป็นต้นว่า น้องคนนี้คางจะดูใหญ่ถ้าถ่ายหน้าตรง แต่ถ้าถ่ายด้านข้างศรีริต้าก็มาเหอะ น้องสวยสู้ได้ค่ะ แล้วเราก็เลือกแต่จะถ่ายภาพมุมนั้นไปทั้งวัน เพราถ้ามาดูภาพเป็นชุดในภายหลัง รับรองว่าขำไม่ออกแน่ คนบ้าอะไรหันข้างได้ทั้งวัน คือยังไงซะมุมหน้าตรงมันก็ต้องถ่ายตามปกติ เพียงแต่ต้องเลี่ยง ๆ อย่าไปถ่ายเน้นเฉพาะใบหน้า ให้ถ่ายเต็มตัวเข้าไว้ เมื่อจะถ่ายครอปเน้น ๆ ก้ค่อยเลือกมุมด้านข้างเข้าว่าเป็นหลัก

          อย่างไรก็ตาม บางทีมันก็เลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะกับสถานการณ์ที่ต้องถ่ายภาพบุคคลเพียงคนเดียวเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องทั้งวันอย่างงานรับปริญญา เจออย่างนี้ก็ต้องใช้เรื่องของแสงเป็นตัวช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง ส่วนที่ดูด้อย ๆ ก็พยายามให้มันหลบอยู่ในมุมมืดซะ ด้วยการใช้แสงแบบเฉียงด้านข้างอะไรอย่างนี้เป็นต้น




อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพพอร์เทรต

           เลนส์ เลนส์พอร์เทรต  ซึ่งมีหลัก ๆ อยู่สามทางยาวโฟกัสในช่วงเลนส์เทเลฯ ต้น ๆ อันได้แก่ เลนส์ 85 มม., 105 มม. และ 135 มม. เสนส์สามตัวนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคลแบบครึ่งตัว หรือ เฮตแอนด์โชว์เดอร์ เป็นอย่างยิ่ง เพราะมันจะให้สัดส่วนที่สวยงาม ในขณะที่สามารถทิ้งฉากหลังให้เบลอได้ง่าย อันเป็นภาพยอดนิยม

          แต่หากนิยามของคำว่า พอร์เทรตของเรากว้างกว่านั้น เลนส์ที่สามารถนำมาใช้งานก็ย่อมต้องกว้างขึ้นเช่นกัน ซึ่งมันอาจเป็นได้ตั้งแต่เลนส์ฟิชอายไปกระทั่ง ซุปเปอร์เทเลโฟโต้ก็ย่อมได้ และจะเป็นเลนส์เดี่ยวหรือเลนส์ซูมก็ได้ทั้งนั้น

           แผ่นสะท้อนแสง ในกรณีที่ต้องการให้ใบหน้าดูใส ๆ เคลียร์ ๆ อันนี้เหมาะจะเอาไว้ใช้กับการถ่ายภาพแนวแฟชั่นหรือพรีเวดดิ้ง หรืองานวันรับปริญญา

           แฟลช (flash) สามารถนำมาใช้เป็นได้ทั้งแสงหลักของการถ่ายภาพ หรือเป็นแสงเสิรมร่วมกับแสงธรรมชาติ หรือใช้เป็นทั้งแสงหลักแสงเสริม หากมีแฟลชมากกว่าหนึ่งดวงขึ้นไป และมีอุปกรณ์ควบคุมแฟลชให้ทำงานพร้อมกันหลาย ๆ ดวงได้


เทคนิคเบื้องต้นสำหรับการถ่ายภาพพอร์เทรต

           การเลือกหรือจัดแสงว่าเราต้องการให้ภาพออกมาในอารมณ์หรือบุคลิคแบบไหน ก็จัดแสงให้ได้อย่างนั้น ความชำนาญเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้ในกรณีนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำการบ้านให้หนัก ฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาไว้เยอะ ๆ เมื่อเจองานจริง ๆ จะได้มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด

           การโฟกัส ต้องเน้นที่ตา ให้เข้าโฟกัสแบบกริ๊บ ๆ ดีที่สุด จำไว้ให้ดีว่าการถ่ายภาพสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิด(ยกเว้นพืช) สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจะให้ชัดก็คือดวงตา หู จมูก ปาก อาจเบลอได้ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าดวงตาเบลอส่วนมากแล้วภาพนั้นจะเป็นภาพเสียมากกว่าภาพดี

           ช่องรับแสง ควรเลือกใช้ช่องรับแสงอยู่ราว ๆ F/2.8-4  หรือ F/5.6 ก็ยังได้ ถ้าถ่ายในระยะใกล้มาก ๆ รับรองว่าฉากหลังยังไงก็เบลอ เพราะที่ช่องรับแสงกว้างสุดแถว ๆ F/1.2 หรือ F/1.4 หรือแม้แต่ F/1.8 นั้น หากถ่ายในระยะใกล้มาก ๆ ช่วงความชัดที่เกิดขึ้นว่ากันเป็นเซนติเมตร หรือาจจะแค่มิลลิเมตรเท่านั้น มือไม่นิ่ง แบบไม่นิ่งจริง หรือโฟกัสไม่ถูกตำแหน่งจริง ๆ จะเสียคนเอาได้ง่าย ๆ

          ทั้งนี้ หากอยากเป็นนักถ่ายภาพพอร์เทรตมือฉมัง ควรหัดเลือกใช้แสงให้ดี ฝึกเค้นอารมณ์และตัวตนของแบบออกมาให้ได้ อย่ามัวแต่ไปเลือกนายแบบนางแบบหน้าตาดี มีพริตตี้ที่ไหนเฮไปที่นั่น อย่างนั้นเป็นเรื่องยากที่จะได้ภาพพอร์เทรตดี ๆ แต่ถ้าความต้องการของคุณเป็นอย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน
http://hilight.kapook.com/view/48526
เทคนิคการถ่ายภาพให้สวย

ปัจจุบันกล้องถ่ายภาพที่ใช้ฟิล์มเริ่มเป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้ว เนื่องจากมีกล้องถ่ายภาพดิจิตอลเข้ามาแทนที่ด้วยความสะดวก
รวดเร็วในการใช้งาน แถมประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย คุณสามารถดูภาพจากจอคอม- พิวเตอร์ หรือจำเป็นต้องพิมพ์ภาพราคาภาพละ
4-5 บาทโดยไม่ต้องเสียค่าฟิล์มและค่าล้างฟิล์ม หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมต้องเรียนรู้เทคนิคถ่ายภาพทั้งที่กล้องดิจิตอลก็ใช้งาน
ค่อนข้างง่าย กดปุ่มแล้วก็ถ่ายภาพได้ แต่คุณรู้ไหมว่าการถ่ายภาพออกมาให้สวยนั้นเป็นเรื่องที่ยากต้องมีประสบการณ์ เทคนิควิธีการ
ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปนี้
การถ่ายภาพย้อนแสงโดยใช้แฟลช
เป็นวิธีง่ายและได้ผลที่น่าพอใจ นิยมใช้ในกรณีที่ฉากหลังมีความสว่างมากๆ จะได้ภาพที่ถ่ายออกมามืดส่วนฉากหลังสว่าง
ดังนั้นเมื่อคุณถ่ายภาพที่มีลักษณะย้อนแสงให้คุณเปิดฟังก์ชันการใช้แฟลชขึ้นมาเนื่อง- จากกล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะวัดแสงปกติ
เมื่อสภาพแสงมีความสว่างพอดีแฟลชจึงไม่ทำงาน ดังนั้นถ้าคุณใช้กล้องในโหมด Auto ทั้งหมดจะไม่สามารถใช้แฟลชได้

คุณจะต้องปรับเข้าสู่โหมด Programmable (P Mode) เป็นโหมดที่อนุญาตให้คุณเปิดแฟลชเองได้แล้วจึงทำการถ่ายภาพ แต่ก็มี
กล้องบางรุ่นที่มีฟังก์ชันการถ่ายภาพ ย้อนแสงด้วยแฟลชที่เรียกว่า Fill in flash ซึ่งช่วยในการถ่ายภาพย้อนแสงได้ง่ายยิ่งขึ้น




การถ่ายภาพบุคคล (Portrait)
จะว่าไปแล้วแทบทุกคนที่ซื้อกล้องต้องเคยถ่ายรูปคนมาแล้วแน่ ๆ เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวและยังเป็นกิจกรรมกลุ่มที่สนุก
สนานทั้งผู้ถ่ายและผู้ถูกถ่าย แต่ว่าตอนถ่ายอาจจะสนุกดีอยู่หรอก พอหลังจากถ่ายเสร็จแล้วกลับมาดูรูป ถ้าคุณถ่ายนางแบบแสนสวย
แต่ในภาพกลับดำบ้างขาวบ้างก็คงไม่สนุกแน่ ดังนั้นถ้าคุณมีเทคนิคการถ่ายภาพคนสวย ๆ ไว้บ้างก็จะช่วยได้มากทีเดียว
          การถ่ายภาพบุคคล จุดประสงค์หลักๆ ก็คือต้องการถ่ายทอดอารมณ์และกิริยาท่าทางของคนๆ นั้น ดังนั้นจึงต้องถ่ายให้
คนเด่นๆ เข้าไว้ก่อนการถ่ายภาพบุคคลนิยมใช้เทคนิคที่เรียกว่าชัดตื้นหมายถึง ภาพมีฉากหลังเบลอและตัวแบบชัดซึ่งเทคนิคนี้
เวลาถ่ายภาพจะใช้รูรับแสงที่กว้างที่สุดเท่าที่เลนส์จะทำได้ประมาณ F 2.4 แล้วพยายามปรับทางยาวโฟกัสให้มากๆ โดยซูมเลนส์
ไปที่ 2-3 เท่าของเลนส์ ประมาณ 80-120 มม. (เทียบเท่าเลนส์กล้องฟิล์ม 35 มม.) จะทำให้ได้ภาพที่ตัวแบบดูเด่นออกมาจาก
ฉากหลังครับ ซึ่งโหมดการถ่ายภาพที่นิยมใช้กล้องดิจิตอลถ้าเป็นโหมดอัตโนมัติก็จะเป็นโหมดภาพถ่ายบุคคล (Portrait) ถ้าเป็น
โหมดกึ่งอัตโนมัติที่มืออาชีพชอบใช้ก็จะเป็นโหมดควบคุมรูรับแสง (A Mode)
          ข้อควรระวังคือ อย่าใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายแบบในระยะประชิดมาก เพราะจะทำให้ตัวแบบหน้าตา บิดเบี้ยวจากเลนส์ที่เกิด
อาการ Distortion เป็นอาการผิดสัดส่วนจากความเป็นจริง เช่น หน้าตายาว ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับเลนส์ของกล้องด้วยว่ามี Distortion
มากน้อยแค่ไหนทั้งหมดนี้เป็นเพียงพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ สำหรับมือใหม่ถ้าจะถ่ายรูปคนให้สวยต้องหมั่นฝึกฝนถ่ายรูปบ่อย ๆ ครับ











ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ (Landscape)
เมื่อคุณไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทุกคนมักจะนิยมถ่ายภาพสถานที่ต่างๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก การถ่ายภาพวิวทิวทัศน์
จะเน้นความคมชัดของวิวทิวทัศน์ทั่วทั้งภาพ จึงนิยมการถ่ายภาพโดยใช้เทคนิคชัดลึกเพื่อให้มีความชัดทั่วทั้งภาพไม่ว่าวัตถุใน
ภาพจะอยู่ใกล้หรือไกล โดยโหมดที่นิยมใช้ในการถ่ายภาพวิวทิว- ทัศน์ ได้แก่ โหมดควบคุมรูรับแสงหรือ A Modeเพื่อควบคุม
ความชัดลึก


          สำหรับกล้องดิจิตอลการถ่ายให้มีความชัดทั่วทั้งภาพนั้นง่ายมาก เพียงแค่ปรับรูรับแสงแคบลงประ- มาณ F 7.0 ขึ้นไป
(ยิ่งตัวเลขมากยิ่งรูรับแสงแคบ) ภาพก็มีความคมชัดทั่วทั้งภาพแล้ว แต่คุณควรระวังความ เร็วชัดเตอร์ที่อาจต่ำเกินไปจนไม่สามารถ
ถือกล้องถ่ายได้ เพราะว่ายิ่งรูรับแสงแคบมากเท่าใด ความเร็วซัดเตอร์ก็จะต่ำลงมากเท่านั้น ทางที่ดีควรมีขาตั้งกล้องเพื่อช่วยใน
การถ่ายภาพได้หลายแบบมากขึ้น
          ภาพวิวทิวทัศน์ที่นิยมถ่าย เช่น ภาพพระอาทิตย์ตก ภาพทะเล ซึ่งอาจต้องใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องหรือ ISO (ความเร็วใน
การรับแสงของกล้อง)ที่สูง เพราะสามารถชดเชยแสงตามต้องการส่วนใหญ่นิยมชดเชยแสงให้ลดลง (-) เล็กน้อย เพื่อให้ได้ภาพ
ที่มีลีสันเข้มข้น นอกจากนี้ความพิเศษของกล้องดิจิตอลคือ คุณสามารถปรับแต่งสีที่แปลกตาด้วยการใช้ระบบ White Balance
(เป็นระบบการปรับความสมดุลของสภาพแสง) ที่แปลกไปจากปกติโดยไม่ต้องใช้ฟิลเตอร์สีเข้าช่วย เช่น เมื่อคุณถ่ายภาพพระอาทิตย์
ตก ภาพทะเล คุณลองปรับระบบ White Balance ไปที่ Tungsten สภาพแสงหลอดไฟขนาดใหญ่ หรือ Fluorescent
สภาพแสงหลอดไฟนีออน คุณจะได้ภาพโทนสีแปลกตาสวยงามไปอีกแบบ
ถ่ายภาพระยะใกล้ (Macro)
การออกไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ นั้นนอกจากจะสามารถเก็บภาพความประทับใจกับความสวย- งามของวิวทิวทัศน์
แล้วถ้าหากคุณเป็นคนช่างสังเกตยังสามารถเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสิ่งที่มองเห็นเช่น ภาพแมลง ภาพดอกไม้ มาเป็นภาพ
ที่สวยงามได้เช่นกันการถ่ายภาพแบบนี้เรียกว่า การถ่ายภาพแบบ ระยะใกล้ Macro


          กล้องถ่ายภาพดิจิตอลนั้นถือว่าสามารถถ่ายภาพ Macro ได้ดีเป็นพิเศษ เพราะเป็นผลพลอยได้จากการออกแบบเลนส์และ
เซนเซอร์รับภาพขนาดเล็กของกล้อง ทำให้กล้องดิจิตอลสามารถถ่ายภาพระยะใกล้ได้ดีมากกล้องดิจิตอลบางรุ่นสามารถถ่ายภาพได้
ใกล้ถึง 1 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณเป็นคนสังเกตด้วย
ถ่ายภาพแสงไฟกลางคืน (Night Light & Firework)
ในเวลากลางคืนเราก็สามารถถ่ายภาพได้เช่นกัน ซึ่งการถ่ายภาพแสงไฟในเวลากลางคืนก็ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่
สนุกสนานได้อีกรูปแบบหนึ่ง การถ่ายภาพแสงไฟกลางคืนนั้นจำเป็นต้องมีขาตั้งกล้องขาดเสียไม่ได้เลย เพราะในยามที่มีแสงน้อย
อย่างในเวลากลางคืนนั้นมีแสงสว่างน้อยมาก ทำให้ความเร็วซัดเตอร์ที่ได้นั้นต่ำมากไม่สามารถใช้มือถือกล้องถ่ายภาพได้ เพราะจะ
ทำให้กล้องสั่นไหว จึงต้องพึ่งพาขาตั้งกล้อง


          การใช้โหมดการถ่ายภาพนั้น ไม่มีกฎตายตัวว่าจะต้องใช้โหมดใดขึ้นอยู่กับความถนัด เพราะมีข้อดีคนละแบบที่นิยมใช้กัน
ก็คือ โหมดปรับตั้งเองทั้งหมด M Mode สาเหตุที่ใช้โหมดนี้เนื่องจากในเวลากลางคืน แสงไฟมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้
สภาพแสงไม่อยู่นิ่ง คุณสามารถทดลองถ่ายภาพออกมาดูก่อนว่าแสงพอดีหรือยัง เมื่อทดลองถ่ายโดยตั้งค่ารูรับแสงและความเร็ว
ซัดเตอร์ที่พอเหมาะก็จำค่านั้นไว้ แล้วจึงใช้ค่าที่ได้อ้างอิงปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมซึ่งจะต้องหมั่นทดลองบ่อย ๆ ครับ
ถ่ายภาพแบบมุมกว้างมาก ๆ (Panorama)
เป็นการถ่ายภาพในมุมที่ต้องการความกว้างมากๆ เช่น รูปหมู่ในการรับปริญญาจำนวนคนมากกว่าหนึ่งร้อย รูปหาดทราย
ชายทะเล จุดเด่นของกล้องดิจิตอลอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ การถ่ายภาพแบบพาโนรามาได้อย่างไม่ยาก เพียงแต่ขอให้มีโปรแกรมต่อภาพ
กล้องดิจิตอล เกือบทุกรุ่นก็สามารถถ่ายภาพพาโนรามาได้แล้ว หลักการถ่ายภาพพาโนรามาของกล้องดิจิตอลคือการถ่ายภาพหลายๆ
ภาพต่อกันเพื่อให้ได้ภาพที่มุมมองกว้าง กว่าปกติซึ่งสามารถเลือกถ่ายได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน
          การถ่ายภาพพาโนรามาเพื่อให้ได้ผลดี และภาพต่อกันได้สนิทควรใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องและระบบล็อคค่าความจำแสง
ความเร็วชัดเตอร์ เพื่อให้ได้ภาพที่อยู่ในระนาบเดียวกันและมีแสงสว่างของภาพใกล้ เคียงกัน แต่กล้องดิจิตอลบางรุ่นก็มีระบบช่วย
เหลือการถ่ายภาพพาโนรามา ซึ่งจะแสดงภาพถ่ายที่ถ่ายไปแล้วไปที่จอ LCD (เป็นช่องมองภาพของกล้อง) เพื่อช่วยให้การถ่ายภาพ
ต่อไปต่อเนื่องกับภาพแรกได้ดียิ่งขึ้น แต่ถึงแม้จะไม่มีระบบช่วยเหลือนี้กล้องดิจิตอลก็ยังสามารถถ่ายภาพพาโนรามาได้อย่างดี
          องค์ประกอบที่สำคัญของกล้องถ่ายรูประบบดิจิตอลที่กล่าวถึงต่อไปนี้เป็นกล้องดิจิตอลขนาดเล็กคอมแพ็ค (Compact)
ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้


          ตัวกล้องดิจิตอล (Digital Camera) 
ตัวกล้องดิจิตอลนั้นไม่ได้ใช้ฟิล์มในการบันทึกภาพ แต่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า เซนเซอร์ ใช้ในการบันทึกภาพแทนโดย
แปลงข้อมูลจากแสงมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นข้อมูลดิจิตอลที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ แล้วบันทึกเก็บไว้ในอุปกรณ์
เก็บข้อมูลจากนั้นเราก็สามารถนำไปพิมพ์ออกมาเป็นภาพ หรือตกแต่งตามต้องการได้อีกด้วย
         
เลนส์ (Lens) 
ถือว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของกล้องถ่ายภาพ เพราะเป็นส่วนที่เปรียบเสมือนดวงตาของกล้องเอาไว้รับภาพและแสงต่างๆ เข้าสู่
กล้องกล้องที่มีเลนส์คุณภาพดีก็เหมือนกับคนที่มีสายตาดี สามารถมองเห็นภาพมีความคมชัด เลนส์กล้องจะประกอบด้วนชิ้นเลนส์
จำนวนมาก เพื่อรับแสงและซูมขยายภาพ กล้องดิจิตอลรุ่นราคาแพงมักจะมาพร้อมกับเลนส์คุณภาพดี ที่สามารถรับแสงได้มากและ
มีความคมชัดสูง
          ช่องมองภาพ (Shutter Button) 
ช่องนี้เอาไว้มองภาพที่คุณกำลังจะถ่ายเพียงแค่คุณเอาดวงตามองผ่านช่องมองภาพแล้วเล็งภาพที่ต้องการ จากนั้นกดปุ่มชัตเตอร์
เพื่อบันทึกภาพ ช่องมองภาพของกล้องดิจิตอลมีหลายแบบ แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
          ปุ่มชัตเตอร์ (Shutter Button) 
ปุ่มชัตเตอร์เป็นเหมือนปุ่มคำสั่งให้กล้องทำการบันทึกภาพนั้นๆ โดยทั่วไปการทำงานของปุ่มชัตเตอร์จะมี 2 จังหวะ คือ จังหวะแรก
กดลงไปครึ่งหนึ่งกล้องจะเริ่มทำงานปรับระยะความคมชัดของภาพ วัดแสงระยะที่สองเมื่อคุณกดลงไปจนสุดกล้องจะบันทึกภาพที่
ได้ทันที
          แฟลช (Flash) 
แฟลชมีประโยชน์อย่างมากเมื่อคุณต้องการถ่ายภาพในที่มืด หรือในที่ที่มีแสงน้อย แฟลชที่ติดมากับกล้องมักจะมีขนาดเล็กทำให้
ฉายแสงไปได้ไม่ไกลนัก ส่วนใหญ่จะประมาณ 3 - 5 เมตร (อย่าเผลอเอานิ้วไปบังแฟลช นะครับ)
          จอภาพแอลซีดี (LCD) 
ส่วนนี้ถือเป็นส่วนที่แตกต่างที่สุดระหว่างกล้องถ่ายภาพใช้ฟิล์มกับกล้องดิจิตอล เพราะคุณสามารถสังเกตได้ทันทีจากภายนอกว่า
กล้องตัวนี้เป็นกล้องดิจิตอลหรือไม่ เพราะกล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะมีจอ LCD อยู่ ประโยชน์ของจอ LCD มีไว้เพื่อดูภาพที่กำลังจะ
ถ่ายนั้นเองแต่ละรุ่นก็มีขนาดแตกต่างกันไป
          ช่องเก็บการ์ดหน่วยความจำ (Memory Slot) 
ช่องเก็บหน่วยความจำเปรียบเสมือนช่องใส่ฟิล์มในกล้องฟิล์ม เพราะการ์ดหน่วยความจำของกล้องดิจิตอลมีไว้เพื่อบันทึกไฟล์
รูปภาพที่ถ่ายไปแล้ว ซึ่งกล้องดิจิตอลแต่ละรุ่นจะใช้หน่วยความจำไม่เหมือนกัน

          ช่องเก็บแบตเตอรี่ (Battery) 
ก็เหมือนกับช่องใส่แบตเตอรี่โดยทั่วๆ ไปเพราะถ้ากล้องไม่มีแบตเตอรี่ ก็ไม่มีพลังงานในการทำงาน ช่องใส่แบตเตอรี่ในกล้อง
ดิจิตอลมักมีขนาดแตกต่างกันไป
          ช่องโอนถ่ายข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ 
เป็นส่วนที่ใช้โอนถ่ายข้อมูลรูปภาพที่คุณถ่ายไว้เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งกล้องดิจิตอลทุกรุ่นจะมีช่องนี้มาให้พร้อมกับสายส่งข้อมูล
การเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับกล้องดิจิตอลมีหลายแบบส่วนมากแล้วจะเป็นแบบ USB

           ช่องต่อทีวี (TV-OUT) 
ช่องสำหรับต่อเข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์ ช่องนี้มีประโยชน์เมื่อคุณต้องการดูภาพแล้วไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้โหลดภาพคุณอาจต่อ
กล้องที่มี TV-OUT เข้ากับทีวีในบ้าน
          นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้เรียบเรียงเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างกล้องดิจิตอลกับกล้องใช้ฟิล์ม และ การปรับความละเอียด
พิกเซลกับรูปถ่ายที่ขยายได้สูงสุด
เปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างกล้องดิจิตอลกับกล้องใช้ฟิล์ม
คุณสมบัติ
กล้องดิจิตอล
กล้องใช้ฟิล์ม
- คุณภาพรวมๆ
- ดู/ลบ/แก้ไข
- ตกแต่งภาพ
- ปรับแก้สี
- ทำสำเนา
- จัดส่งภาพ
- ค่าใช้จ่าย
- การเก็บรักษาภาพ
- ระยะเวลาจัดเก็บ
- บันทึกเสียง
- ขนาด
- ผ่านรังสีเอ็กซ์
- ภาพถ่ายต่อครั้งที่ถ่ายได้
- ใช้งานบนเว็บไซค์


- ปรับรายละเอียดที่กล้อง
- ดี
- ทำได้ทันทีทันใด
- ทำผ่านทางหน้าจอคอมฯ
- ทำได้ในตัวกล้อง
- เหมือนต้นฉบับ
- ต่อเชื่อมกับเครื่องคอมฯ ส่งทางอินเทอร์เน็ตได้เลย
- ไม่เสียเงินค่าล้าง/อัดฟิล์ม
- บันทึกเก็บลงแผ่นซีดีได้
- เก็บในแผ่นซีดีได้นับร้อยปี
- วิดีโอ ทำได้ (ไม่ทุกรุ่น)
- เล็กกะทัดรัดจะออกแบบอย่างไรก็ได้
- ไม่มีปัญหาเรื่องภาพเสีย
- ครั้งละนับร้อยหรือพันภาพ (แล้วแต่เลือกใช้)
- ต่อเชื่อมเข้ากับเครื่องคอมฯ ดึงเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตได้เลย


- ปรับรายละเอียดที่กล้องใด้
- ดีมาก
- ต้องรอ/ทำได้ยาก
- ทำไม่ได้
- ต้องใช้ฟิลเตอร์ช่วย
- ด้อยกว่าต้นฉบับ
- ทำไม่ได้ ต้องส่งฟิล์ม
- เสียเงินค่าล้าง/อัดฟิล์ม
- เปลื้องเนื้อที่จัดเก็บ
- เสื่อมตามกาลเวลา
- ทำไม่ได้เลย
- ออกแบบให้เล็กมากไม่ได้
- อาจทำให้ฟิล์มเสีย
- ได้คราวละ24-36 ภาพ
- จะต้องสแกนภาพก่อน
ภาพที่สแกนได้จะสูญเสีย
ความละเอียดไป
- ทำไม่ได้






การปรับความละเอียดพิกเซลกับรูปถ่ายที่ขยายได้สูงสุด
ขนาดพิกเชล
ค่าพิกเชลโดยประมาณ
รูปที่สามารถขยายได้สูงสุด
- 640x480
- 1600x1200
- 2048x1356
- 2272x1704
- 2560x1920
- .>2560x1920
3 แสนพิกเซล
2.0 ล้านพิกเซล
3.0 ล้านพิกเซล
4.0 ล้านพิกเซล
5.0 ล้านพิกเซล
6.0 ล้านพิกเซล
4x6 นิ้ว(จัมโบ้)
5x7 นิ้ว
7x10 นิ้ว
8x11 นิ้ว
9x13 นิ้ว
11x14 นิ้ว

เอกสารอ้างอิง
          กวิน วารีกิจพันธ์, ธีรภัทร สุจิตรา, อวยพร โกมลวิจิตรกุล. 2546. ครบวงจรกล้องดิจิตอล สำนักพิมพ์สวัสดี ไอที กรุงเทพมหานคร.
          ศุภสิทธิ์ นาคเสน. 2546. กล้องดิจิตอลฉบับสมบูรณ์ สำนักพิมพ์อินโฟเพรส พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพมหานคร. George Wallace, Chuck Gloman.
Digital Photography Solutions Solve Any Digital Camera Problem in 10 Minutes or